Social Media MarketingSocial ListeningFacebook MarketingInstagram MarketingTikTok Marketing
Try Mandala For Free

วิเคราะห์โครงสร้างตลาดเครื่องสำอาง พร้อมอัปเดตเทรนด์ใหม่ล่าสุด

วิเคราะห์โครงสร้างตลาดเครื่องสำอาง พร้อมอัปเดตเทรนด์ใหม่ล่าสุด

เจาะลึกตลาดเครื่องสำอาง หนึ่งใน Segment ธุรกิจที่น่าจับตามองของประเทศไทย มีอัตราการเติบโตมากน้อยแค่ไหน เทรนด์ของผลิตภัณฑ์ และผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง พร้อมแนะนำทริคทำการตลาดแบบง่าย ๆ ใช้ได้กับทั้งเจ้าของธุรกิจ ผู้นำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศ และนักการตลาดที่ทำงานให้กับแบรนด์เครื่องสำอางต่าง ๆ

การเติบโตของตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย 



ตลาดเรื่องสำอางเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลักจากการฟื้นตัวของกำลังผู้บริโภคหลังช่วงโควิด และอีคอมเมิร์ซที่ทำให้การเลือกซื้อเครื่องสำอางทำได้ง่ายขึ้น จากการคาดการณ์ของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ แสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสในการทำธุรกิจสำหรับทั้งผู้ค้ารายย่อยและรายใหญ่อยู่มากทีเดียว

โครงสร้างตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย

โครงสร้างตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย
  • เครื่องสำอางที่ผลิตภายในประเทศ 

ตลาดเครื่องสำอางที่ผลิตภายในประเทศ คิดเป็น 85% ของธุรกิจเครื่องสำอางในไทย โดยมีผู้นำตลาดได้แก่ ศรีจันทร์, Mistine, Oriental Princess และ Cute Press 

  • เครื่องสำอางที่นำเข้าจากต่างประเทศ

ตลาดเครื่องสำอางที่นำเข้าจากต่างประเทศ คิดเป็น 15% ของธุรกิจเครื่องสำอางในไทย โดยมีผู้นำตลาดได้แก่เครือ L’Oréal, เครือ Estée Lauder และแบรนด์เกาหลีใต้ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่าง Innisfree, Etude และ Laneige 

5 ประเภทเครื่องสำอางที่ครองตลาดในประเทศ 

1. ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (Skincare) มีส่วนแบ่งตลาดเครื่องสำอางสูงถึง 46.8% แยกเป็น 2 หมวดหมู่ย่อย ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า (84%) ครีมบำรุงผิว ครีมกันแดดหน้า เซรั่ม และทรีตเมนต์ผิวหน้า มีแบรนด์เจ้าตลาด เช่น L’Oréal, Garnier, Pond’s, Olay
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย (16%) ครีมและเจลทาผิว มีแบรนด์เจ้าตลาดได้แก่ Nivea, Citra, Vaseline

2. ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผม (Haircare) มีส่วนแบ่งตลาดเครื่องสำอางเป็นอันดับสองที่ 18.3% แยกเป็น 2 หมวดหมู่ย่อย ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม (83%) แชมพู, ครีมนวด, ครีมหมักและออยสำหรับผม มีแบรนด์เจ้าตลาด เช่น Sunsilk, Dove, Rejoice, Head and Shoulder
  • ผลิตภัณฑ์จัดแต่งผม (17%) ครีมเปลี่ยนสีผม รวมถึงเจลและมูสจัดแต่งทรงผม  มีแบรนด์เจ้าตลาด เช่น L’Oréal, Schwarzkopf, Gatsby

3. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย (Hygiene) มีส่วนแบ่งตลาดเครื่องสำอางเป็นอันดับสามที่ 16.3% มีแบรนด์เจ้าตลาด เช่น Lux, Dove, Protex

4. ผลิตภัณฑ์ตกแต่งใบหน้า (Makeup) มีส่วนแบ่งตลาดเครื่องสำอางเป็นอันดับสี่ที่ 13.5% แบรนด์เจ้าตลาด เช่น Maybelline, Mistine, และ Cute Press แยกเป็น 4 หมวดหมู่ย่อยได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์ตกแต่งผิวหน้า (56%) รองพื้น แป้งฝุ่น คุชชั่น ไพรเมอร์ และคอนซีลเลอร์
  • ผลิตภัณฑ์ตกแต่งริมฝีปาก (26%) ลิปสติก ลิปกลอส และลิปบาล์ม
  • ผลิตภัณฑ์ตกแต่งตา (17%) อายแชโดว์ อายไลเนอร์ และมาสคาร่า
  • ผลิตภัณฑ์ตกแต่งเล็บ (1%) ยาทาเล็บ และรองพื้นเล็บ

5. น้ำหอม (Fragrance) น้ำหอมและโคโลญมีส่วนแบ่งตลาดเครื่องสำอางเป็นอันดับห้าที่ 5.1% มีแบรนด์เจ้าตลาด เช่น Channel, Dior, และ Jo Malone

เทรนด์ตลาดเครื่องสำอางที่น่าจับตามองในปี 2024 

1. Clean Beauty

Clean Beauty เป็นคอนเซปต์เครื่องสำอางที่เลือกใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และในขณะเดียวกันก็ยังต้องมีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวให้สวยเปล่งปลั่ง เพื่อลดการใช้เครื่องสำอางในการปกปิดผิว ทำให้สามารถโชว์ผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตามแนวคิด Skinimalism 

Clean Beauty เป็นเทรนด์ที่จะมีอิทธิพลกับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางเป็นอย่างมากในอีกหลายปีข้างหน้านี้ เนื่องจากเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นจากกระแสโลกาภิวัฒน์ ที่เน้นความรักโลก และรัก (ผิว) ตัวเองเข้าไว้ด้วยกัน ตัวอย่างผู้นำด้าน Clean Beauty ได้แก่ All About You ร้านรวมเครื่องสำอาง Clean Beauty จากทั่วทุกมุมโลกมาให้ผู้บริโภค มีอัตราการเติบโตอย่างรวด และมีหน้าร้านในห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแหล่งในกรุงเทพฯ

2. Beauty Tech

Beauty Tech เป็นการผสมผสานกันระหว่างความงามและเทคโนโลยี มีการนำ AI และ Big Data เข้ามาใช้ช่วยวิเคราะห์เพื่อผลิตภัณฑ์ความงามที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล (Personalization) นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยี AR และ VR เข้ามาช่วยสร้างประสบการณ์ทดลองสินค้าเสมือนจริงอีกด้วย

L'oréal Created a Lipstick Applicator for People With Disabilities
cr. hapta

ปัจจุบันผู้นำด้าน Beauty Tech คือ L’Oréal บริษัทเครื่องสำอางอันดับ 1 ของโลก ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์สภาพผิว และให้ AI เป็นผู้ช่วยในการเลือกเครื่องสำอางที่เหมาะสมให้ พร้อมพัฒนา HAPTA อุปกรณ์แต่งหน้าระบบคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ความแม่นยำสูง

3. ครีมกันแดด

เนื่องจากสภาพอากาศบ้านเราที่ร้อนขึ้นทุกปี ครีมกันแดดจึงเป็นอีกกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ ซึ่งครีมกันแดดที่ผู้บริโภคมองหาจะต้องมีค่า SPF ที่เหมาะสม เนื้อครีมเบาบาง ไม่เหนียวเหนอะหนะเวลาแต่งหน้า ปัจจุบันมีแบรนด์เครื่องสำอางของคนไทย ที่ผลิตครีมกันแดดทางเลือกมากมาย เช่น Kindness ครีมกันแดดเพื่อผิวแพ้ง่าย หรือ เจลกันแดดเบสน้ำผึ้งจาก Soleil

4. K-Beauty

การแต่งหน้าและบำรุงผิวแบบเกาหลียังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องในปีนี้ รับกับกระแส K-POP, K-Dramas และ K-Series ที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่น แบรนด์ที่ผลิตจากเกาหลี หรือมีส่วนผสมที่มาจากเกาหลี แปะป้ายว่า From Korea ยังได้รับการตอบรับที่ดี ตัวอย่างแบรนด์เจ้าตลาดปัจจุบันได้แก่ Innisfree, 3CE, Etude เป็นต้น 

5. ผิวขาวใสยังสำคัญ

Olay Luminous Niacinamide AHA Super Serum
cr. Olay

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Brightening ยังเป็นที่หนึ่งในใจของคนไทยเสมอ โดยผู้บริโภคมักมองหา Skincare ที่มีส่วนผสมของ AHA และ Vitamin C รวมถึงสารที่ช่วยในเรื่องของการปรับสภาพสีผิวเฉพาะจุดอย่าง Niacinamide และ Vitamin B3 ตัวอย่างแบรนด์ที่ได้รับความนิยมจาก Brightening ได้แก่ Garnier ที่นำ Vitamin C มาทำเป็นเซรั่มตัวดัง หรือ Olay ที่นำสาร Brightening มาตั้งเป็นชื่อผลิตภัณฑ์ เช่น Luminous Niacinamide AHA Super Serum 

การเติบโตของตลาดเครื่องสำอางจะเป็นประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจไหนบ้าง 

  1. ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า Beauty Tech ได้กลายมาเป็นเทรนด์ของการค้นหาและเลือกซื้อเครื่องสำอางที่เหมาะกับตัวเองไปแล้ว ดังนั้นบริษัทที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีจะมีความสำคัญกับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการ Big Data ผู้พัฒนา AI ผู้ออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) บนโลกออนไลน์ และโลกเสมือนผ่าน AR และ VR  

  1. ธุรกิจสื่อและ KOL/KOC

ธุรกิจเครื่องสำอางพึ่งพา KOL และ KOC เป็นอย่างมาก เพราะผู้บริโภคนิยมดูหรือหาอ่านรีวิวเพื่อประกอบการตัดสินใจ ในปีนี้เราจึงจะได้เห็นการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์เครื่องสำอางและเหล่า Influencer มากขึ้น โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียและวิดีโอแพลตฟอร์ม รวมถึง E-marketplace ผ่านการทำ Affiliate Program อีกด้วย

  1. ธุรกิจที่ปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

ปัจจุบันธุรกิจความงามและเครื่องสำอางมีการปรับตัวไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ชอบทดลองแบรนด์ใหม่ ๆ และมองหาแบรนด์ทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองจริง ๆ ดังนั้นเราจึงจะเห็นแบรนด์เครื่องสำอาง SME เกิดขึ้นอีกมาก ซึ่งแบรนด์เหล่านี้มักจะต้องพึ่งพาที่ปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อให้ได้สินค้าที่มีมาตรฐาน ผ่านอย. และให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกับผู้บริโภค

  1. แพลตฟอร์ม E-commerce

ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมมาซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นแพลตฟอร์ม E-commerce ที่ทำหน้าที่เชื่อมผู้ซื้อกับผู้ขายเข้าด้วยกัน ย่อมได้รับประโยชน์มากขึ้น ยิ่งตลาดเครื่องสำอางโตมากขึ้นเท่าไร ยอดสั่งซื้อก็ยิ่งสูงขึ้นตาม ส่งผลให้เจ้าของแพลตฟอร์มได้รับเงินส่วนแบ่งจากการขายที่มากขึ้น บวกกับรายได้จากการขาย Placement โฆษณาให้กับแต่ละแบรนด์ด้วย

  1. ผู้ให้บริการด้านการตลาดออนไลน์

เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่ใช้ช่องทางออนไลน์ในการศึกษาสินค้า ดูรีวิว ไปจนถึงตัดสินใจซื้อ ผู้ให้บริการด้านการตลาดออนไลน์หรือเอเจนซี่ จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยวางกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร การติดต่อเจรจากับ Influencer การสร้างหน้าร้านบนแพลตฟอร์ม E-commerce ไปจนถึงการซื้อโฆษณา 

  1. ธุรกิจขนส่ง

ธุรกิจขนส่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะโตขึ้นจากการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีจำนวนการสั่งซื้อค่อนข้างถี่อย่างเครื่องสำอาง 

จับตามองทุกการเคลื่อนไหวของตลาดเครื่องสำอาง ด้วยเครื่องมือ Mandala AI 

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือนักการตลาดที่ทำงานร่วมกับแบรนด์เครื่องสำอาง การใช้ Mandala AI จะช่วยให้ทุกคนเข้าถึงเทรนด์ตลาดล่าสุด พร้อมกับเข้าใจความคิดเห็นของผู้บริโภคผ่านการทำ Sentiment Analysis เพื่อนำไปสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น

mandala ai ฟรี
  • หมวดหมู่ :
สมัครสมาชิกเนื้อหาการตลาดฟรีของเรา

เราจะส่ง Email เนื้อหาใหม่ให้คุณทุกสัปดาห์

This email is already subscribe.